ยินดีด้วยนะคะคุณแม่! ในที่สุดก็เดินทางมาถึง “เดือนสุดท้ายของไตรมาสแรก” หลังจากผ่านความตื่นเต้นในช่วง ท้อง 1 เดือน และเริ่มรับมือกับอาการแพ้ท้องในเดือน ท้อง 2 เดือน มาแล้ว เดือนนี้ถือเป็น จุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะลูกน้อยจะเปลี่ยนสถานะจากตัวอ่อน (Embryo) เข้าสู่การเป็น “ทารกตัวน้อย” (Fetus) อย่างเต็มตัว
แม้หน้าท้องจะยังไม่ป่องชัดจนคนสังเกตเห็น แต่ภายในนั้น พัฒนาการทารกในครรภ์ กำลังก้าวกระโดดแบบติดสปีด ทั้งเค้าโครงใบหน้า นิ้วมือนิ้วเท้า และอวัยวะสำคัญเริ่มทำงานเกือบครบแล้ว
บทความนี้ ParentSmart จะพามาเช็กว่าในโค้งสุดท้ายก่อนเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 มีอาการอะไรที่ต้อง “รับมืออย่างมั่นใจ” เรื่องไหนที่ “รอดูได้” และสัญญาณเตือนไหนที่ “ต้องพบแพทย์ทันที” เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยค่ะ
หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์ได้ หากคุณแม่มีอาการผิดปกติหรือข้อกังวลใจ แนะนำให้ปรึกษาสูติแพทย์ทันทีเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยค่ะ
Table of Contents
💡 Key Takeaways
- โบกมือลาไตรมาสแรก: สัปดาห์ที่ 12 คือจุดสิ้นสุดความเสี่ยงสูงสุดของการแท้งบุตร คุณแม่จะเริ่มรู้สึกมั่นใจและสบายตัวขึ้น
- พัฒนาการแบบติดสปีด: ลูกน้อยมีขนาดเท่า “เลมอน” มีอวัยวะครบ และเริ่มฝึกกลืนน้ำคร่ำได้แล้ว
- นัดสำคัญที่ห้ามพลาด: เดือนนี้คือช่วงสุดท้ายของการตรวจ NIPT หรือการวัดความหนาของต้นคอทารก (NT Scan) เพื่อคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรม

อาการคนท้อง 3 เดือนเป็นอย่างไรบ้าง?
คุณแม่ที่ท้อง 3 เดือน หรืออายุครรภ์ประมาณ 9-13 สัปดาห์ ถือเป็นจุดสิ้นสุดของการตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 1 โดยทั่วไปรูปร่างคุณแม่จะไม่ได้แตกต่างจากก่อนตั้งครรภ์มากนัก โดยเฉพาะในกลุ่มสาวๆ ที่ออกกำลังกายเป็นประจำและมีกล้ามเนื้อแกนกลางที่แข็งแรง จะแทบไม่สามารถสังเกตเห็นหน้าท้องได้จนกว่าอายุครรภ์จะเข้าสู่ช่วง 4-5 เดือน
ทั้งนี้ หากคุณแม่ท้อง 3 เดือนเริ่มสังเกตเห็นหน้าท้องแล้วก็ไม่ถือเป็นความผิดปกติแต่อย่างใดเช่นกัน สำหรับอาการที่คุณแม่อาจพบเจอในช่วงนี้ โดยส่วนใหญ่จะใกล้เคียงกับช่วงท้อง 1-2 เดือน และอาจมีอาการแปลกใหม่เพิ่มขึ้น เช่น
- ตกขาวเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและการเพิ่มขึ้นของระบบไหลเวียนโลหิตระหว่างการตั้งครรภ์ อาจส่งผลให้คุณแม่มีตกขาวมากขึ้นกว่าปกติ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นอันตรายกับการตั้งครรภ์ โดยคุณแม่อาจเลือกใช้กางเกงในที่ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ และระบายอากาศได้ดี เพื่อลดความอับชื้น และป้องกันความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ทั้งนี ในกรณีที่ตกขาวมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หรือมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ ควรปรึกษากับแพทย์เพิ่มเติม
- แพ้ท้อง โดยส่วนใหญ่อาการแพ้ท้อง (Morning Sickness) หรือความรู้สึกคลื่นไส้จะเริ่มลดลงในช่วงท้อง 3 เดือน แต่หากคุณแม่ยังมีอาการเหล่านี้อยู่ อาจพยายามรับประทานอาหารที่ช่วยบรรเทาอาการ เช่น ขนมปังปิ้ง ข้าว กล้วย หรือน้ำขิง
- เหม็นอาหารหรืออยากกินอาหารบางชนิด เช่น เหม็นกลิ่นกระเทียมในอาหาร หรืออยากกินอาหารรสเปรี้ยว เป็นต้น เนื่องจากในระหว่างตั้งครรภ์ ฮอร์โมนต่างๆ เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) และฮอร์โมนของผู้ตั้งครรภ์ (hCG: Human Chorionic Gonadotrophin Hormone) จะเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ร่างกายมีความไวต่อกลิ่นเพิ่มมากขึ้น ทำให้คุณแม่รู้สึกเหม็นส่วนผสมของอาหารบางชนิด หรือไม่ชอบกลิ่นบางกลิ่นได้ นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากการที่ร่างกายอ่อนเพลีย และต้องการสารอาหารบางชนิดเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน
- อ่อนเพลีย เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีปัญหาในการนอนหลับ โดยสามารถบรรเทาอาการเหล่านี้ได้หลายวิธี เช่น ดื่มน้ำให้เพียงพอ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเพิ่มอาหารที่มีธาตุเหล็ก รวมถึง หากิจกรรมผ่อนคลายที่ช่วยส่งเสริมการนอน อาทิ ทำสมาธิ โยคะ หรือเดิน ทั้งนี้ อาจปรึกษากับสูติแพทย์ร่วมด้วยก่อนเริ่มการออกกำลังกาย
- สีผิวเปลี่ยนแปลง เช่น รอยฝ้าและรอยแตกชัดเจนขึ้น สีผิวบริเวณหัวนมหรือปานนมสีเข้มขึ้น หรือสีผิวดูหมองคล้ำลง เกิดจากร่างกายผลิตสารเมลานิน (Melanin) หรือเม็ดสีผิวเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ กับสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ โดยรอยต่างๆ หรือสีผิวจะจางลง หลังจากที่คลอดบุตร
- หน้าอกเปลี่ยนแปลง เช่น ฐานหัวนมมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีสีเข้มขึ้น หน้าอกยื่นออกมามากกว่าเดิม หรือหัวนมมีความไวต่อความรู้สึกมากขึ้น เป็นต้น เกิดจากร่างกายเริ่มเตรียมความพร้อมให้เหมาะสมกับการให้นมบุตรหลังคลอด ไม่ว่าจะเป็น การทำงานของต่อมน้ำนม และการสะสมไขมันบริเวณหน้าอก สำหรับคุณแม่ท้อง 3 เดือนที่รู้สึกว่าบราที่เคยสวมเริ่มคับแล้ว อาจจะปรับเปลี่ยนเป็นบราที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และเลือกผ้าที่มีความอ่อนโยนต่อผิวหนัง
- ปัญหาในระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่าย เช่น ท้องผูก อาหารไม่ย่อย ท้องอืด หรือแสบร้อนทรวงอก เกิดจากการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ส่งผลให้ลำไส้ทำงานได้ช้าลง รวมถึง มดลูกขยายตัวในระหว่างการตั้งครรภ์และไปกดเบียดกับอวัยวะใกล้เคียง ทำให้ระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่ายทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ดังนั้น คุณแม่จำเป็นต้องดื่มน้ำให้เพียงพอและรับประทานอาหารที่มีกากใย เพื่อช่วยในระบบขับถ่าย รวมถึง อาจหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัดหรือไขมันสูง เพราะอาจระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารได้
- อารมณ์แปรปรวน สามารถเกิดได้จากการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ หรือปัจจัยด้านอื่นๆ เช่น ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือความรู้สึกอ่อนเพลียในระหว่างมีอาการแพ้ท้องได้
พัฒนาการและขนาดของทารกในครรภ์ 3 เดือน
ทารกในครรภ์ 3 เดือน จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ ในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของเดือนที่ 3 จะมีขนาดอยู่ที่ 1.27 เซนติเมตร (0.5 นิ้ว) โดยจะมีขนาดตัวเพิ่มขึ้นเป็น 5.08 เซนติเมตร (2 นิ้ว) และมีน้ำหนักประมาณ 14.17 กรัม (0.5 ออนซ์) ในช่วงก่อนสิ้นสุดอายุครรภ์เดือนที่ 3
พัฒนาการลูกน้อยรายสัปดาห์: จากมะกอกสู่เลมอน
| สัปดาห์ | ขนาด/น้ำหนัก | เทียบกับผลไม้ | พัฒนาการเด่น |
| 9 | 2.5 ซม. | ผลมะกอก | หัวใจ สมอง ไต เริ่มสร้างสมบูรณ์ |
| 10 | 3.2-3.8 ซม. | ลูกพรุน | สร้างกระดูก ไตเริ่มสร้างปัสสาวะ |
| 11 | 3.8 ซม. / 7 กรัม | สตรอว์เบอร์รี | นิ้วมือนิ้วเท้าแยกชัดเจน |
| 12 | 5.1-5.7 ซม. / 14 กรัม | มะนาวแป้น | อวัยวะครบ ได้ยินเสียงหัวใจชัดขึ้น |
| 13 | 7.6 ซม. / 28 กรัม | เลมอน | เริ่มดูดนิ้ว สะอึก และมีเส้นเสียง |
นอกจากนี้ ร่างกายของทารกยังมีการสร้างอวัยวะและพัฒนาระบบต่างๆ อีกด้วย เช่น การทำงานของกล้ามเนื้อในระบบย่อยอาหาร ไขกระดูกสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว และการสร้างเล็บและนิ้ว เป็นต้น โดยพัฒนาการและขนาดตัวของทารกในครรภ์ 3 เดือนในแต่ละสัปดาห์ จะมีรายละเอียดดังนี้

สิ่งที่แม่ควรรู้เพิ่มเติมในเดือนนี้
- เปลี่ยนผ่านจาก “ตัวอ่อน” สู่ “ทารก” อย่างเต็มตัว: สัปดาห์ที่ 9 คือก้าวสำคัญที่ลูกจะเปลี่ยนสถานะทางการแพทย์จาก Embryo เป็น Fetus โดยอวัยวะสำคัญอย่างหัวใจ สมอง ไต ตับ และปอด ถูกสร้างและเริ่มทำงานประสานกันแล้ว
- การ “ซ้อม” ใช้ชีวิตตั้งแต่อยู่ในท้อง: แม้คุณแม่จะยังไม่รู้สึก แต่ลูกน้อยเริ่มฝึกเคลื่อนไหวแขนขาตั้งแต่สัปดาห์ที่ 11 และในสัปดาห์ที่ 13 เขาจะเริ่ม “ดูดนิ้ว” และมีอาการ “สะอึก” เพื่อเตรียมความพร้อมของระบบทางเดินหายใจและกล้ามเนื้อ
- ระบบภูมิคุ้มกันและฟันชุดแรกเริ่มทำงาน: ทราบไหมคะว่าสัปดาห์ที่ 10 ลูกเริ่มสร้าง “หน่อฟัน” (Tooth Bud) ที่จะกลายเป็นฟันน้ำนมในอนาคต และในสัปดาห์ที่ 12 ไขสันหลังเริ่มสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันที่จะปกป้องลูกไปตลอดชีวิต

ท้อง 3 เดือน ลูกดิ้นหรือยัง?
ในช่วงอายุครรภ์ 3 เดือน เป็นช่วงที่ทารกเคลื่อนไหวหรือเริ่มดิ้นแล้ว ซึ่งจะเพิ่มความถี่ของการเคลื่อนไหวเมื่ออายุครรภ์เข้าสู่ไตรมาสที่ 2 (ท้อง 4-6 เดือน) แต่ส่วนใหญ่คุณแม่อาจยังจับความรู้สึกไม่ได้ ซึ่งจะมีหลายปัจจัย เช่น ตำแหน่งของทารกในครรภ์ ความหนาของชั้นไขมันคุณแม่ หรือตำแหน่งของรก นอกจากนี้ ยังรวมถึงปัจจัยด้านประสบการณ์ของคุณแม่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
- คุณแม่ท้องแรก คุณแม่ที่ไม่เคยตั้งครรภ์มาก่อน อาจเริ่มรับรู้ถึงการดิ้นของลูกน้อยตอนอายุครรภ์ 16-20 สัปดาห์ หรืออายุครรภ์ประมาณ 4-5 เดือน เพราะยังไม่เคยมีประสบการณ์กับการดิ้นของลูกน้อย
- คุณแม่ที่เคยท้อง อาจรับรู้การดิ้นของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 13-14 สัปดาห์ หรืออายุครรภ์ประมาณ 3-4 เดือน ซึ่งเร็วกว่าคุณแม่ท้องแรก เพราะเคยมีประสบการณ์กับการดิ้นของลูกน้อยมาแล้ว
ทั้งนี้ คุณแม่ยังไม่จำเป็นต้องนับจำนวนลูกดิ้นอย่างเป็นทางการจนกว่าจะอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ หรือท้องประมาณ 7 เดือน
ภาวะแทรกซ้อนที่คุณแม่ท้อง 3 เดือนควรรีบพบแพทย์โดยด่วน
ในการท้องไตรมาสแรกถือเป็นช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร (Miscarrige) มากกว่าในไตรมาสอื่นๆ อ้างอิงข้อมูลจาก Planned Parenthood ซึ่งเป็นหน่วยงานการวางแผนครอบครัวจากสหรัฐอเมริกา ผู้ที่ตั้งครรภ์กว่า 15 เปอร์เซ็นต์สิ้นสุดการตั้งครรภ์ในระหว่างช่วงไตรมาสแรก2 ทั้งนี้ ความเสี่ยงจะลดลงเมื่ออายุครรภ์เพิ่มมากขึ้น
แม้ในช่วงท้อง 3 เดือนความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรจะลดลงแล้ว แต่หากคุณแม่มีความผิดปกติดังต่อไปนี้เกิดขึ้นกับร่างกาย ก็ควรจะพบสูติแพทย์ เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุเพิ่มเติม
- ไข้สูงมากกว่า 38.9 องศาเซลเซียส (102 องศาฟาเรนไฮต์) ติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะมีความเสี่ยงของภาวะหลอดประสาทไม่ปิด (NTDs: Neural Tube Defect)
- รู้สึกเจ็บท้องรุนแรง หรือมีตะคริวเกิดขึ้นบ่อยครั้งที่ท้อง
- ปวดหลังรุนแรง
- อาเจียนติดต่อกันเป็นเวลานาน จนมีปัญหาในการรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่ม
- ความผิดปกติเวลาถ่ายปัสสาวะ เช่น รู้สึกเจ็บเวลาถ่ายปัสสาวะ หรือปัสสาวะมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ เพราะอาจเป็นข้อบ่งชี้ของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (UTI: Urinary Tract Infection) ได้
- ตกขาวมีลักษณะผิดปกติ เช่น ตกขาวมีสีเหลือง เทา เขียว หรือปนเลือด ตกขาวมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ หรือตกขาวจับตัวเป็นก้อนคล้ายนมบูด เป็นต้น เพราะอาจเป็นโรคเชื้อราในช่องคลอด (Vaginal Infections) ได้
เช็กลิสต์! คุณแม่ท้อง 3 เดือนควรดูแลตัวเองอย่างไร?
สำหรับคุณแม่ที่ท้อง 3 เดือน ยังเหลือเวลาอีกนานกว่าจะได้พบหน้าลูกน้อย ซึ่งกิจกรรมที่ควรทำในช่วงนี้จะเน้นไปที่การดูแลตัวเองเป็นหลัก เพราะกิจกรรมสำหรับเตรียมการคลอดลูก หรือเลี้ยงลูกน้อย เช่น การให้นมลูก การอาบน้ำเด็กเล็ก หรือการคลอดลูกในน้ำ อาจจะยังเร็วไปที่จะเริ่มทำในช่วงนี้ โดยกิจกรรมที่น่าสนใจสำหรับคุณแม่อายุครรภ์ 3 เดือน มีดังนี้
- ตรวจพันธุกรรม (Genetic-Screening หรือ Genetic Testing) เป็นการตรวจคัดกรอง เพื่อทำนายหรือหาแนวโน้มที่ลูกน้อยอาจเป็นโรคทางพันธุกรรม (Genetic Disorder) หรือมีความผิดปกติโดยกำเนิด (Birth Defect) ซึ่งคุณแม่สามารถปรึกษากับสูติแพทย์ถึงความจำเป็นในการตรวจ หรือเลือกวิธีในการตรวจที่เหมาะสมกับเงื่อนไขสุขภาพของตัวเอง โดยประเภทการตรวจก็มีหลายรูปแบบ เช่น การตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรม (NT: Nuchal Translucency) การตรวจสารพันธุกรรมทารกในครรภ์ (cfDNA: Cell free DNA หรือ NIPT) และการเจาะชิ้นเนื้อรก (CVS: Chorionic Villus Sampling)
- แจ้งข่าวดีกับคนรอบตัว โดยทั่วไปว่าที่คุณแม่มักจะบอกข่าวดีนี้กับสามีเป็นคนแรกๆ และอาจตามมาด้วยญาติหรือเพื่อนสนิท สำหรับคุณแม่ที่ต้องการแจ้งข่าวนี้กับคนที่ทำงาน เช่น เพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้างาน อาจใช้โอกาสนี้ในการวางแผนเกี่ยวกับการใช้สิทธิลาคลอดร่วมด้วย
- ปรับรายการอาหาร คุณแม่อาจเช็กและทำรายการอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือควรกินในระหว่างการตั้งครรภ์ เพื่อเสริมความแข็งแรงของร่างกาย และป้องกันอันตรายต่อการตั้งครรภ์ รวมถึง พิจารณาอาหารเสริมหรือวิตามินที่จำเป็น โดยควรปรึกษากับสูติแพทย์ร่วมด้วย
- เลือกกิจกรรมออกกำลังกายที่เหมาะสม การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และความยืดหยุ่นของเส้นเอ็น ซึ่งสามารถบรรเทาอาการปวดตามร่างกายที่จะเกิดขึ้น เมื่อท้องคุณแม่ขยายใหญ่ขึ้น รวมถึง ยังเป็นสิ่งที่ช่วยควบคุมน้ำหนักของคุณแม่ไม่ให้เกินเกณฑ์ที่เหมาะสมอีกด้วย ทั้งนี้ คุณแม่ควรปรึกษากับสูติแพทย์เพิ่มเติมว่ารูปแบบกิจกรรมใดที่เหมาะสมหรือควรหลีกเลี่ยงตามเงื่อนไขสุขภาพและอายุครรภ์
- สร้างสายสัมพันธ์กับลูกน้อย คุณแม่อาจเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับลูกน้อยได้จากการลูบหน้าท้อง ร้องเพลงกล่อมเด็ก พูดคุย หรือเปิดเพลงที่ชอบ เพราะเมื่อถึงอายุครรภ์ 24-26 สัปดาห์ หรือท้องประมาณ 6 เดือน ทารกในครรภ์จะเริ่มได้ยินเสียงรอบตัวได้ชัดเจนขึ้น
- เปิดใจกับคนรัก ว่าที่คุณแม่ควรพูดคุยความกังวลใจหรือความรู้สึกกับคุณสามี เพราะการเปิดใจจะช่วยผ่อนคลายความเครียด และยังช่วยให้คุณสามีรู้สึกมีส่วนร่วมกับการตั้งครรภ์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ อาจหาเวลาไปเดต หรือวางแผนทริปเบบี้มูน (Babymoon) ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวระหว่างการตั้งครรภ์ เพื่อเติมความหวานให้ชีวิตคู่และเตรียมความพร้อมก่อนการคลอดบุตรในอนาคตอีกด้วย
- นอนหลับพักผ่อน การนอนหลับพักผ่อนถือเป็นสิ่งที่สำคัญกับคุณแม่เป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยลดความเหนื่อยล้า และช่วยรักษาสุขภาพอีกด้วย นอกจากนี้ เมื่อหน้าท้องขยายใหญ่ขึ้น คุณแม่อาจจะเริ่มมีปัญหาในการนอนหลับเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น คุณแม่จึงควรพยายามพักผ่อนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
- คิดชื่อเล่น สำหรับใครที่สงสัยว่าจะรู้เพศของลูกน้อยตอนกี่เดือน? โดยส่วนใหญ่คุณพ่อคุณแม่จะรู้ในช่วงท้อง 5 เดือน หรืออายุครรภ์ประมาณ 18-21 สัปดาห์จากการทำอัลตราซาวนด์ แต่ในช่วงท้อง 3 เดือน ก็สามารถรวบรวมชื่อเล่นที่น่าสนใจไว้ก่อน เพื่อลดความตื่นเต้นก็ได้เช่นกัน เพราะการเลือกชื่อที่ถูกใจอาจจำเป็นต้องใช้เวลานานมากกว่าที่หลายๆ คนคาดคิด
📝 Editor’s Summary: สรุปสิ่งที่แม่ต้องโฟกัสในเดือนที่ 3
| 🟢 สิ่งที่ควรโฟกัส | 🟡 สิ่งที่ยังไม่ต้องกังวล | 🔴 สัญญาณที่ควรพบแพทย์ |
| ตรวจคัดกรองโครโมโซม: นัดหมอตรวจ NIPT หรือ NT Scan ให้เรียบร้อย | ท้องยังไม่ป่อง: ไม่ได้แปลว่าลูกไม่โต แค่กล้ามเนื้อหน้าท้องแม่ยังแน่นอยู่ | เลือดออกทางช่องคลอด: ไม่ว่าจะสีสดหรือสีคล้ำ ต้องหาหมอทันที |
| บำรุงธาตุเหล็ก: เริ่มเน้นอาหารกลุ่มตับ เลือด เนื้อแดง เพื่อสร้างเม็ดเลือด | น้ำหนักไม่ขึ้น: หากยังแพ้ท้องอยู่ น้ำหนักลดเล็กน้อยไม่ใช่เรื่องแปลก | ปวดท้องบิดแรง: ปวดเหมือนเป็นตะคริวที่ท้องน้อยอย่างต่อเนื่อง |
| ดื่มน้ำวันละ 2-3 ลิตร: ช่วยลดท้องผูกและทำให้เลือดไหลเวียนดี | ตกขาวใสไม่มีกลิ่น: เป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายแม่ท้อง | ไข้สูงเกิน 38.9: เสี่ยงต่อพัฒนาการทางสมองของลูก |
คำถามพบบ่อยของคุณแม่ท้อง 3 เดือน
สำหรับคุณแม่ท้อง 3 เดือนที่มีคำถามเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ บทความได้รวบรวมคำตอบของคำถามพบบ่อยมาแล้ว ดังนี้
ท้อง 3 เดือนคืออายุครรภ์กี่สัปดาห์?
ท้อง 3 เดือน คือ อายุครรภ์ในช่วงไตรมาสที่ 1 โดยทั่วไปจะอยู่ระหว่างอายุครรภ์ 9-13 สัปดาห์ ทั้งนี้ ในการแบ่งเป็นจำนวนสัปดาห์อาจมีความแตกต่างกันออกไปบ้าง
ท้อง 3 เดือนขึ้นเครื่องบินได้ไหม?
โดยทั่วไปแล้ว คุณแม่สามารถเดินทางด้วยเครื่องบินได้ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนหรือความเสี่ยงส่วนบุคคลครับ อย่างไรก็ตาม ช่วงเดือนที่ 3 มักเป็นช่วงที่คุณแม่ยังมีอาการแพ้ท้อง อ่อนเพลีย หรือวิงเวียนศีรษะได้ง่าย ซึ่งอาจทำให้การเดินทางไม่สะดวกนัก
คำแนะนำจาก Editor: แม้จะไม่ใช่ข้อห้ามเด็ดขาด แต่ควรปรึกษาสูติแพทย์เพื่อประเมินความพร้อมของร่างกายก่อนจองตั๋วเสมอ และหากต้องเดินทาง ควรลุกเดินบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากการนั่งนานค่ะ
ท้องแฝดในเดือนที่ 3 มีพัฒนาการเหมือนหรือต่างจากครรภ์เดี่ยวอย่างไร?
พัฒนาการด้านอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ สมอง และระบบขับถ่าย จะดำเนินไปพร้อมๆ กันและมีลำดับขั้นเหมือนกับครรภ์เดี่ยว
ข้อแตกต่างที่พบ: ในคุณแม่บางราย ทารกแฝดอาจมีขนาดตัวหรือน้ำหนักเฉลี่ยที่เล็กกว่าครรภ์เดี่ยวเล็กน้อย เนื่องจากต้องแบ่งพื้นที่และสารอาหารกัน
คำแนะนำจาก Editor: คุณแม่ท้องแฝดอาจมีอาการแพ้ท้องที่รุนแรงกว่าปกติเนื่องจากระดับฮอร์โมนที่สูงกว่า และจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษค่ะ
ท้อง 3 เดือน ท้องจะเริ่มป่องหรือยัง?
ส่วนใหญ่ยังไม่เห็นชัด แต่ในคุณแม่ที่เคยท้องมาก่อน หรือคุณแม่ที่มีรูปร่างบาง อาจเริ่มสังเกตเห็นการขยายตัวบริเวณท้องน้อยได้บ้าง
ท้อง 3 เดือน ทำไมยังแพ้ท้องหนักอยู่?
ฮอร์โมน hCG จะพุ่งสูงสุดในช่วงสัปดาห์ที่ 10-12 หลังจากนั้นจะเริ่มลดลงและอาการจะดีขึ้นเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 4
สรุป
ท้อง 3 เดือน หรืออายุครรภ์ประมาณ 9-13 สัปดาห์ ถือเป็นเดือนสุดท้ายของไตรมาสแรก โดยว่าที่คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะมีอาการคนท้องใกล้เคียงกับช่วง 2 เดือนก่อนหน้า และมักจะยังไม่มีหน้าท้องให้สังเกตเห็นได้ ดังนั้น จึงเป็นช่วงที่คุณแม่ควรเน้นกิจกรรมที่ช่วยในการดูแลสุขภาพของตัวเอง เช่น กินอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน พยายามนอนหลับพักผ่อน หรือปรึกษาสูติแพทย์ถึงรูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับอายุครรภ์ 4 เดือน และการคลอดบุตรในอนาคต
Medical Disclaimer : ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์ได้ หากคุณแม่มีอาการผิดปกติหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพ โปรดปรึกษาสูติแพทย์โดยตรงเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
ข้อมูลอ้างอิง
- Pampers. (2564). 3 Months Pregnant: Symptoms and Fetal Development. [Online]. เข้าถึงได้จาก : https://www.pampers.com/en-us/pregnancy/pregnancy-calendar/3-months-pregnant สืบค้นเมื่อ: 15/09/2566.
- Planned Parenthood. What happens in the third month of pregnancy? [Online]. เข้าถึงได้จาก : https://www.plannedparenthood.org/learn/pregnancy/pregnancy-month-by-month/what-happens-third-month-pregnancy สืบค้นเมื่อ: 15/09/2566.
- Catherine Donaldson-Evans and Jennifer Wu, M.D., F.A.C.O.G. (2565). 9 Weeks Pregnant. [Online]. เข้าถึงได้จาก : https://www.whattoexpect.com/pregnancy/week-by-week/week-9.aspx สืบค้นเมื่อ: 15/09/2566.
- Catherine Donaldson-Evans and Jennifer Wu, M.D., F.A.C.O.G. (2565). 10 Weeks Pregnant. [Online]. เข้าถึงได้จาก : https://www.whattoexpect.com/pregnancy/week-by-week/week-10.aspx สืบค้นเมื่อ: 15/09/2566.
- Catherine Donaldson-Evans and Jennifer Wu, M.D., F.A.C.O.G. (2565). 11 Weeks Pregnant. [Online]. เข้าถึงได้จาก : https://www.whattoexpect.com/pregnancy/week-by-week/week-11.aspx สืบค้นเมื่อ: 15/09/2566.
- Catherine Donaldson-Evans and Jennifer Wu, M.D., F.A.C.O.G. (2565). 12 Weeks Pregnant. [Online]. เข้าถึงได้จาก : https://www.whattoexpect.com/pregnancy/week-by-week/week-12.aspx สืบค้นเมื่อ: 15/09/2566.
- Catherine Donaldson-Evans and Jennifer Wu, M.D., F.A.C.O.G. (2565). 13 Weeks Pregnant. [Online]. เข้าถึงได้จาก : https://www.whattoexpect.com/pregnancy/week-by-week/week-13.aspx สืบค้นเมื่อ: 15/09/2566.
- Sarah Bradley and Carolyn Kay, M.D. (2563). What to Expect at 3 Months Pregnant. [Online]. เข้าถึงได้จาก : https://www.healthline.com/health/pregnancy/3-months-pregnant สืบค้นเมื่อ: 15/09/2566.
- Pampers. (2563). Genetic Testing: Everything You Need to Know. [Online]. เข้าถึงได้จาก : https://www.pampers.com/en-us/pregnancy/prenatal-health-and-wellness/article/genetic-testing-pregnancy สืบค้นเมื่อ: 15/09/2566.