Home พัฒนาการครรภ์รายเดือนท้อง 7 เดือน พัฒนาการลูก และเช็คลิสต์อาการปกติ vs ผิดปกติที่แม่ต้องระวัง

ท้อง 7 เดือน พัฒนาการลูก และเช็คลิสต์อาการปกติ vs ผิดปกติที่แม่ต้องระวัง

0 comments
ท้อง 7 เดือน

ยินดีด้วยค่ะคุณแม่! ตอนนี้คุณแม่ก้าวเข้าสู่ “ไตรมาสที่ 3” ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายของการตั้งครรภ์อย่างเต็มตัวแล้ว ในช่วงอายุครรภ์ 7 เดือน (หรือประมาณสัปดาห์ที่ 28-31) นี้ ร่างกายคุณแม่จะเริ่มแบกรับน้ำหนักมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จนอาจเริ่มมีอาการท้องแข็งบ่อย ปวดหลัง หรือปวดหน่วงท้องน้อยตามมา

แต่ท่ามกลางความเหนื่อยล้า รู้ไหมคะว่าลูกน้อยในท้องกำลัง “ซ้อม” เพื่อออกมาเจอคุณแม่แล้ว! ทั้งการฝึกกระพริบตา ดูดนิ้ว และเริ่มกลับหัวเพื่อเตรียมคลอด หากคุณแม่ตื่นเต้นอยากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กข้างในโตไปถึงไหนแล้ว สามารถตามไปอ่านเจาะลึกได้ที่นี่เลยค่ะ: 👉 [พัฒนาการทารกในครรภ์]

ส่วนในบทความนี้ เราจะเน้นไปที่การเตรียมตัวของคุณแม่ ทั้งวิธีรับมืออาการคนท้อง 7 เดือน การกินอาหารให้ลงลูก และข้อควรระวังสำคัญเพื่อป้องกันการคลอดก่อนกำหนด เพื่อให้คุณแม่สตรองที่สุดจนถึงวันคลอด ไปดูกันเลยค่ะ!

⚠️ ข้อควรระวัง: บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หากคุณแม่มีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที


💡 Key Takeaways

  • สัญญาณเตือน: ท้อง 7 เดือนคือจุดเริ่มต้นไตรมาส 3 “อาการท้องแข็ง” เป็นเรื่องปกติหากไม่ถี่ แต่ถ้าแข็งสม่ำเสมอพร้อมปวดหน่วง ให้ระวังภาวะคลอดก่อนกำหนด
  • พัฒนาการลูก: ทารกเริ่มลืมตาได้แล้ว และส่วนใหญ่มักจะเริ่มหมุนตัวเอาหัวลง (Head down) เพื่อเตรียมพร้อม
  • Must-Do: โฟกัสการกินธาตุเหล็กและแคลเซียม เพราะช่วงนี้ลูกจะดึงสารอาหารจากแม่ไปสร้างกระดูกและเม็ดเลือดอย่างรวดเร็ว
อาการของคนท้อง 7 เดือนมีอะไรบ้าง?

อาการของคนท้อง 7 เดือนมีอะไรบ้าง?

สำหรับช่วงที่คุณแม่ท้อง 7 เดือนนั้นเป็นช่วงที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง เพราะว่าทารกในครรภ์ 7 เดือนมีพัฒนาการ และการเจริญเติบโตมากขึ้น ทำให้ร่างกายของคุณแม่ต้องแบกรับน้ำหนัก และมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยอาการของคนท้อง 7 เดือนที่สามารถพบได้บ่อย มีดังนี้

  • น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะทารกมีการเจริญเติบโต และตัวใหญ่มากขึ้น ทำให้น้ำหนักของคุณแม่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
  • อ่อนเพลีย หรือเหนื่อยล้าง่าย เพราะน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น และขนาดของท้องใหญ่ขึ้น ทำให้เวลาเคลื่อนไหวรู้สึกอ่อนเพลีย หรือเหนื่อยล้าได้ง่ายกว่าปกติ
  • นอนหลับไม่ค่อยสนิท เพราะว่าขนาดท้องที่ใหญ่ขึ้น และในบางครั้งทารกอาจจะดิ้น ทำให้เวลานอนไม่ค่อยสบายตัว ส่งผลให้คุณแม่นอนหลับไม่ค่อยสนิทได้
  • มีอาการปวดหลังมากขึ้น เพราะคุณแม่ต้องแบกรับน้ำหนักของทารก และมีขนาดท้องที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้คุณแม่มีอาการปวดหลังมากกว่าช่วงแรกของการตั้งครรภ์
  • มีอาการท้องแข็งอยู่บ่อยๆ เป็นอาการท้องแข็งขณะตั้งครรภ์ 7 เดือนที่สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น มดลูกหดรัดตัว ทารกมีการพลิกตัว หรือการกลั้นปัสสาวะ เป็นต้น ทำให้คุณแม่มีอาการท้องแข็งอยู่บ่อยๆ
  • มีโอกาสท้องผูกได้ง่ายขึ้น เพราะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และขนาดของมดลูกขยายใหญ่มากขึ้นจนไปกดทับลำไส้ใหญ่ ทำให้ระบบการขับถ่ายทำงานได้ไม่สมบูรณ์
  • รู้สึกปวดกระดูกเชิงกราน เพราะทารกมีการเคลื่อนตัวมาที่กระดูกเชิงกราน และร่างกายมีการคลายข้อต่อที่เชื่อมต่อกระดูกเชิงกรานให้พร้อมสำหรับการคลอด ทำให้คุณแม่รู้สึกปวดกระดูกเชิงกรานมากขึ้น 
  • มีอาการปวดสะโพกร่วมด้วย เพราะว่ามดลูกของคุณแม่ท้อง 7 เดือนนั้นจะขยายใหญ่ขึ้น ทำให้ไปกดทับเส้นประสาท ส่งผลให้คุณแม่รู้สึกปวดสะโพกไปจนถึงหลังส่วนหลังได้ง่ายกว่าปกติ
  • ปวดปัสสาวะบ่อย เพราะว่ามดลูกมีการขยายขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงทารกในครรภ์มีการเจริญเติบโตมากขึ้น จนไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ ทำให้คุณแม่มีอาการปวดปัสสาวะบ่อยมากขึ้นนั่นเอง
อาการท้องแข็งเตือน (Braxton Hicks)ท้องแข็งจริง (เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด)
ความถี่ไม่สม่ำเสมอ นานๆ ครั้งแข็งถี่ขึ้นเรื่อยๆ (เช่น ทุก 10-15 นาที)
ความเจ็บรู้สึกตึงๆ แต่ไม่ปวดร้าวปวดบีบหน่วงคล้ายปวดประจำเดือน
การเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนท่าทางหรือนอนพักแล้วหายพักแล้วไม่หาย และอาการรุนแรงขึ้น

อาการท้องแข็งขณะตั้งครรภ์ 7 เดือนเป็นอย่างไร?

อาการท้องแข็งขณะตั้งครรภ์ 7 เดือนนั้นเป็นอาการทั่วไปที่สามารถพบได้บ่อยในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ โดยอาการท้องแข็งในคุณแม่ท้อง 7 เดือนนั้นจะรู้สึกว่าหน้าท้องตึง และท้องแข็งกว่าปกติ ซึ่งอาการดังกล่าวนั้นสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายนอก หรือปัจจัยภายใน ดังนั้น ในหัวข้อนี้จะพาคุณแม่ทุกคนไปดูกันว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องแข็งขณะตั้งครรภ์ 7 เดือน มีอะไรบ้าง ดังนี้

  • ทารกดิ้น พลิกตัว หรือโก่งตัว เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณแม่ท้องแข็งที่พบบ่อยที่สุด โดยทารกจะทำการดิ้น พลิกตัว หรือโก่งตัว จนทำให้เข่า ศอก ศีรษะ หรือก้น ดันไปโดนท้องคุณแม่ จนทำให้คุณแม่รู้สึกว่าท้องแข็ง
  • กินอาหารเยอะเกินไป ในช่วงที่ตั้งครรภ์นั้นคุณแม่จะกินอาหารเยอะเป็นพิเศษ เพื่อให้สารอาหารที่กินเข้าไปนั้นส่งต่อไปยังทารก แต่ต้องระมัดระวังการกินเยอะเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย กรดไหลย้อน หรือเกิดแก๊สในกระเพาะจนส่งผลให้ท้องแข็งได้
  • กลั้นปัสสาวะ ในช่วงท้อง 7 เดือนนั้นจะทำให้คุณแม่ปวดปัสสาวะบ่อยๆ แต่ด้วยการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างลำบาก ทำให้คุณแม่หลายๆ คนเลือกที่จะกลั้นปัสสาวะไว้ ซึ่งเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องแข็งได้ และถ้าหากกลั้นปัสสาวะไว้บ่อยเท่าไหร่ ก็จะยิ่งส่งผลให้มีโอกาสในการเกิดอาการท้องแข็งสูงมากขึ้นเท่านั้น
  • ลูบท้องบ่อยๆ เป็นสาเหตุที่คุณแม่หลายๆ คนมองข้าม เพราะคิดว่าการลูบท้องบ่อยๆ จะช่วยให้ทารกรับรู้ถึงสัมผัสของแม่มากขึ้น แต่ความเป็นจริงนั้นการลูบท้องบ่อยๆ จะส่งผลให้ท้องแข็งได้ง่าย เพราะจะไปกระตุ้นให้มดลูกเกิดการบีบตัวมากขึ้น
  • มีเพศสัมพันธ์ เป็นสาเหตุที่กระตุ้นให้มดลูกเกิดการบีบตัวที่สามารถส่งผลให้เกิดอาการท้องแข็ง และไม่เป็นผลดีต่อการตั้งครรภ์ด้วย
  • มดลูกเกิดการบีบรัดตัว เป็นสาเหตุที่เกิดจากมดลูกไม่แข็งแรง หรือโรคประจำตัวของคุณแม่ เช่น โรคเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง รวมถึงการกระตุ้นจากปัจจัยต่างๆ เช่น มีเพศสัมพันธ์ หรือลูบท้องบ่อยๆ เป็นต้น
  • ไม่ได้บิดตัวเป็นประจำ เป็นสาเหตุที่ทำให้ความดันในมดลูกสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการท้องแข็ง ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการบิดตัว เอี้ยวตัว เล่นโยคะ หรืออออกำลังกายสำหรับคนท้อง

ทารกในครรภ์ 7 เดือนมีพัฒนาการอย่างไรบ้าง?

สำหรับทารกในครรภ์ 7 เดือนนั้นจะมีพัฒนาการที่ค่อนข้างก้าวกระโดด ทำให้คุณแม่สามารถสังเกตเห็นได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของทารกได้อย่างชัดเจน โดยพัฒนาการของทารกในครรภ์ 7 เดือน มีดังนี้

  • อวัยวะเพศของทารกมีการพัฒนาอย่างสมบูรณ์ ทำให้สามารถแบ่งแยกเพศได้ว่าทารกในครรภ์ 7 เดือนนั้นเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิง
  • มีขนาดตัวใหญ่ขึ้น เพราะทารกมีการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ ทำให้มีส่วนสูง และน้ำหนักเพิ่มขึ้น แต่ท้อง 7 เดือนน้ำหนักลูกเท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับการกินอาหาร และการดูแลของคุณแม่แต่ละคนด้วย
  • ตอบสนองถึงสิ่งเร้าต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นแสง สี เสียง หรือกลิ่น เพราะว่าระบบประสาทต่างๆ ของทารกในครรภ์มีการพัฒนาอย่างสมบูรณ์ ทำให้ทารกสามารถเริ่มตอบสนองได้ รวมถึงสามารถลืมตาได้ ขยับนิ้วมือ และกำมือได้เองอีกด้วย
  • ผลิตไขมัน เพราะต่อมไขมันของทารกในครรภ์ 7 เดือนเริ่มทำงาน ทำให้ผิวหนังของทารกมีความชุ่มชื้นมากขึ้น
  • ฝึกการดูดกลืน เป็นการฝึกการดูดนมแม่ของทารกในครรภ์ แต่จะเป็นการดูดกลืนน้ำคร่ำเข้าไป และจะถ่ายออกมาเป็นปัสสาวะ
  • หมุนตัวเอาหัวลง เป็นพัฒนาการที่อาจจะเห็นได้ในทารกบางคน โดยทารกจะทำการหมุนตัวเอาส่วนหัวลง เพื่อให้พร้อมต่อการคลอด

อาหารคนท้อง 7 เดือน: กินอะไรให้ลงลูก เน้นสร้างสมองและกระดูก

สารอาหารหลักช่วยเรื่องอะไร?แหล่งอาหารที่แนะนำ (ฟันธง!)
DHA & Omega-3สร้างเซลล์สมองและดวงตา ลูกเริ่มมีรอยหยักสมองในช่วงนี้ปลาทู, แซลมอน, ไข่ต้ม, อะโวคาโด
ธาตุเหล็ก (Iron)สร้างเม็ดเลือด ป้องกันแม่ซีด และส่งออกซิเจนให้ลูกตับ, เลือดหมู, เนื้อแดง, ผักโขม
แคลเซียมสร้างกระดูกลูก และป้องกันแม่เป็นตะคริวนมจืด, โยเกิร์ต, ปลาเล็กปลาน้อย, งาดำ
ไฟเบอร์ (Fiber)ป้องกันท้องผูก เพราะมดลูกเริ่มกดทับลำไส้ส้ม, ฝรั่ง (วิตามิน C สูงช่วยดูดซึมเหล็กด้วย), ผักใบเขียว

การเลือกกินอาหารคนท้อง ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่คุณแม่ท้อง 7 เดือนควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะว่าในช่วงท้อง 7 เดือนนั้นเป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มจะเตรียมพร้อมต่อการสร้างน้ำนม และสร้างเม็ดเลือดให้กับลูก รวมถึงยังช่วยเสริมสร้างสุขภาพร่างกายของคุณแม่ให้แข็งแรงอีกด้วย ดังนั้น ในหัวข้อนี้จึงได้รวบรวมอาหารที่เหมาะสำหรับคุณแม่ท้อง 7 เดือนมาให้แล้ว ดังนี้

  • อาหารที่มีโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ พืชตระกูลถั่ว หรือธัญพืชต่างๆ เพื่อช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อ และกระตุ้นเอนไซม์ที่จำเป็นต่อการพัฒนาการ และเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
  • อาหารที่มีไฟเบอร์ เช่น ผัก และผลไม้ต่างๆ โดยคุณแม่สามารถเลือกกินผัก และผลไม้ได้ทุกชนิด แต่จะต้องเป็นผัก และผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายคุณแม่ และทารก เช่น คะน้า ผักโขม มะเขือเทศ แครอท ฟักทอง กล้วย ฝรั่ง ส้ม แอปเปิล หรืออะโวคาโด เป็นต้น เพื่อช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงของความดันโลหิตสูง ป้องกันเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษได้
  • อาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น เนื้อปลา เต้าหู้ ตับ ไข่ ข้าวกล้อง ถั่วเหลือง หรือผลไม้แห้ง เป็นต้น เพื่อช่วยเสริมสร้างกระบวนการสร้างเม็ดเลือด และลำเลียงออกซิเจนไปยังทารก รวมถึงลดความเสี่ยงต่อการเป็นภาวะโลหิตจาง
  • อาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า รวมถึง DHA ที่เป็นกรดไขมันโอก้าชนิดหนึ่ง เช่น ปลาทะเล แซลมอน ไข่แดง หรืออะโวคาโด เป็นต้น เพื่อช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของสมอง ดวงตา หัวใจ ระบบประสาท ผิวหนัง ผม และกระดูกของทารกในครรภ์ให้มีการเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ รวมถึงช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ด้วย
  • อาหารที่มีโฟเลต เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว บรอกโคลี หน่อไม้ฝรั่ง หรือกะหล่ำดาว เป็นต้น เพื่อช่วยในการพัฒนาสมอง และไขสันหลังของทารก รวมถึงช่วยให้ร่างกายของคุณแม่มีความแข็งแรงด้วย
  • อาหารที่มีไอโอดีน เช่น อาหารทะเล อย่างกุ้ง หอย ปู และปลา หรือผลิตภัณฑ์จากนม เพื่อช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต และพัฒนาการของระบบประสาท และสมอง ช่วยให้ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ในร่างกายเป็นปกติ และช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ 
  • อาหารที่มีวิตามิน C D และ B6 เช่น ผัก ผลไม้ อาหารทะเล พืชตระกูลถั่ว และธัญพืช เพื่อช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น พัฒนาระบบภูมิคุ้มกัน ฟัน และกระดูก แถมยังสามารถช่วยลดอาการคลื่นไส้ และอาเจียนในคุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้องได้อีกด้วย
  • อาหารที่มีแคลเซียม เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มาจากนม อย่างนม โยเกริ์ต หรือชีส ที่เป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับคุณแม่ และทารก เพราะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการกระดูกที่แข็งแรง
วิธีการดูแลตัวเองของคุณแม่ท้อง 7 เดือน

วิธีการดูแลตัวเองของคุณแม่ท้อง 7 เดือน

สำหรับคุณแม่ที่ท้อง 7 เดือนนั้นควรจะดูแลตัวเองเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงที่ทารกในครรภ์มีการพัฒนาการ และเจริญเติบโตขึ้นอย่างเต็มที่ โดยวิธีการดูแลตัวเองของคุณแม่ท้อง 7 เดือนแบบง่ายๆ ที่จะช่วยให้ทั้งคุณแม่ และทารกในครรภ์มีสุขภาพแข็งแรง และสมบูรณ์ ดังนี้

  • เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • หลีกเลี่ยงการกินอาหารสุกๆ ดิบๆ
  • หลีกเลี่ยงการกินอาหารหมักดอง หรืออาหารที่ไม่ผ่านการปรุงสุก
  • ออกกำลังกาย หรือเล่นโยคะสำหรับคนท้องเป็นประจำ
  • หมั่นสังเกตอาการของตัวเองว่ามีอาการผิดปกติหรือไม่
  • เข้าพบแพทย์ตามนัด เพื่อปรึกษา และอัปเดตอาการต่างๆ
  • หลีกเลี่ยงความเครียด หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่ส่งผลดีต่อทารก 
ข้อควรระมัดระวังที่คุณแม่ท้อง 7 เดือนควรรู้

ข้อควรระมัดระวังที่คุณแม่ท้อง 7 เดือนควรรู้

สำหรับคุณแม่ที่ช่วงท้อง 7 เดือนนั้นมีโอกาสที่จะคลอดก่อนกำหนด ดังนั้น คุณแม่จึงควรรรู้ถึงข้อควรระมัดระวังต่างๆ ไว้ เพื่อที่จะได้ปฏิบัตตัวได้อย่างถูกต้อง รวมถึงช่วยป้องกัน และหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ที่จะไปกระตุ้นให้คลอดก่อนกำหนด หรือส่งผลไม่ดีต่อทารกในครรภ์ได้ โดยข้อควรระมัดระวังที่คุณแม่ท้อง 7 เดือนควรรู้ไว้ มีดังนี้

  • อาการผิดปกติ เช่น ปวดบิด หายใจไม่สะดวก หายใจได้ช้า มีเลือด หรือของเหลวไหลออกจากช่องคลอด และทารกดิ้นผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของการคลอดก่อนกำหนดได้
  • ความเครียด ถึงแม้ว่าทารกในครรภ์ 7 เดือนจะมีการพัฒนาการ และเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงความเครียด เพราะอาจจะส่งผลต่อการเรียนรู้ของลูก รวมถึงเพิ่มโอกาสต่อการคลอดก่อนกำหนดด้วย
  • ออกกำลังกายรุนแรง ถึงแม้ว่าคุณแม่จะต้องออกกำลังกาย เพื่อยืดเหยียดตัวเป็นประจำ แต่ควรจะออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับคนท้องเท่านั้น เพราะการออกกำลังกายรุนแรงจะทำให้ลูกขาดออกซิเจนได้
  • ลดน้ำหนัก ในช่วงท้อง 7 เดือนนั้นคุณแม่อาจจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจทำให้คุณแม่ไม่มั่นใจถึงรูปร่างของตัวเอง แต่ว่าห้ามลดน้ำหนักในช่วงนี้อย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้ลูกขาดสารอาหาร และมีโอกาสเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนดสูง
  • ดื่มนมเยอะเกินไป ถึงแม้ว่าการดื่มนมจะเป็นการเสริมสร้างแคลเซียมชั้นดี แต่ว่าไม่ควรดื่มนมเกินวันละ 1 แก้ว เพราะอาจทำให้คุณแม่ท้องอืด และทารกในครรภ์มีโอกาสเสี่ยงที่จะแพ้นมได้

📝 Editor’s Summary

  • สิ่งที่ควรโฟกัส: สังเกตว่าท้องแข็งเวลา “ลูกโก่งตัว” หรือเปล่า ถ้าใช่คือปกติ
  • สิ่งที่ยังไม่ต้องกังวล: ปวดจิมิ หรือปวดปัสสาวะบ่อย เพราะหัวลูกเริ่มลงมากดทับอุ้งเชิงกราน
  • สัญญาณที่ควรพบแพทย์: ท้องแข็งถี่สม่ำเสมอ, มีมูกเลือดออก, หรือน้ำคร่ำเดิน (ใสๆ เหมือนปัสสาวะแต่กลั้นไม่ได้)

Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการท้อง 7 เดือน

หลังจากคุณแม่รู้ถึงอาการต่างๆ ที่สามารถพบได้ในคนท้อง 7 เดือน วิธีการดูแลตัวเอง และข้อควรระมัดระวัง รวมถึงพัฒนาการของทารกในครรภ์ 7 เดือนแล้ว แต่ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับอาการท้องแข็ง ปวดท้อง หรือปวดหลังที่เกิดขึ้นในขณะที่กำลังตั้งครรภ์ ดังนั้น ในหัวข้อนี้จึงจะมาไขข้อสงสัยเกี่ยวกับการท้อง 7 เดือน เพื่อช่วยคลายความกังวลให้กับคุณแม่มือใหม่ทุกคน ดังนี้

ท้อง 7 เดือนท้องแข็งบ่อยเป็นอะไรไหม?

สำหรับคุณแม่ท้อง 7 เดือนท้องแข็งบ่อยนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดอันตราย เพราะเป็นอาการที่สามารถพบได้บ่อย โดยเป็นอาการที่สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การกลั้นปัสสาวะ กินอาหารเยอะเกินไป หรือทารกในครรภ์พลิกตัว เป็นต้น แต่ถ้าหากท้องแข็งบ่อยมาก อาจเป็นสัญญาณของอาการปากมดลูกเปิดที่อาจจะนำไปสู่การคลอดกำหนดได้ ดังนั้น ถ้าคุณแม่ท้องแข็งเป็นประจำ และมีความกังวลก็สามารถเข้าพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยได้

ปวดหน่วงท้องน้อยตั้งครรภ์ 7 เดือนผิดปกติไหม?

อาการปวดหน่วงท้องน้อยตั้งครรภ์ 7 เดือนนั้นเป็นอาการที่สามารถพบได้บ่อยเช่นกัน และสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น อาการเจ็บป่วยทั่วไป หรือมีการติดเชื้อภายในร่างกาย เป็นต้น ดังนั้น ถ้าหากคุณแม่คนไหนปวดหน่วงท้องน้อยติดต่อกัน 1 วันขึ้นไป หรือมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น อาเจียน ท้องเสีย หรือมีเลือดไหลออกมาจากช่องคลอด ควรรีบเข้าพบแพทย์ทันที เพื่อรับการวินิจฉัย และเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง

ท้อง 7 เดือนปวดจิมิเป็นอะไรไหม?

การที่คุณแม่ท้อง 7 เดือนมีอาการปวดจิมินั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติ และไม่ได้ส่งผลต่อทารกในครรภ์ หรือตัวคุณแม่แต่อย่างใด แต่เป็นอาการที่เกิดจากน้ำหนักของท้องที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการปวดร้าวตั้งแต่ช่วงหว่างขาไปจนถึงจิมิ และยิ่งในช่วงที่ทารกในครรภ์ดิ้น หรือก้าวขึ้น-ลงบันได ก็จะยิ่งทำให้คุณแม่รู้ปวดในบริเวณดังกล่าวมากขึ้น ดังนั้น คุณแม่คนไหนที่กำลังมีอาการดังกล่าวอยู่ก็ไม่ต้องกังวล

ท้อง 7 เดือนปวดท้องจี๊ดๆ อันตรายไหม?

ถ้าหากคุณแม่ที่มีอาการปวดท้องจี๊ดๆ ในขณะที่ท้อง 7 เดือน อาจจะเกิดจากการที่มดลูกขยายตัว ซึ่งเป็นอาการทั่วไปที่สามารถพบได้ในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ แต่ถ้าหากมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ท้องแข็ง หรือมีเลือดไหลออกจากช่องคลอด ควรรีบเข้าพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนดได้ ดังนั้น ถ้าคุณแม่ท้อง 7 เดือนปวดท้องจี๊ดๆบ่อยๆ ควรสังเกตอาการตัวเองว่าเป็นอย่างไรบ้าง หรือปวดถี่แค่ไหน เพื่อที่จะได้แจ้งอาการให้กับแพทย์ได้อย่างถูกต้อง และแพทย์จะได้ทำการวินิจฉัย และรักษาต่อไปได้

อาการปวดหลังของคนท้อง 7 เดือนบรรเทาได้อย่างไรบ้าง?

อาการปวดหลังของคนท้อง 7 เดือนนั้นเป็นอาการที่คุณแม่ทุกคนจะต้องเผชิญกันอย่างแน่นอน เพราะว่าจะต้องแบกรับน้ำหนักของทารกในครรภ์ไว้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งอาการดังกล่าวจะบรรเทาลงได้ก็ต่อเมื่อคลอดลูกออกมาแล้ว ดังนั้น จึงควรใช้วิธีการบรรเทาอาการปวดหลังของคนท้อง 7 เดือนด้วยการประคบร้อน และประคบเย็นสลับกัน รวมถึงจัดท่านอนให้เหมาะสม และยืดหยุ่นร่างกายด้วยการออกกำลัง หรือเล่นโยคะสำหรับคนท้อง เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แต่ถ้าหากอาการปวดหลังกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ก็ควรเข้าพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการวินิจฉัย และรับการรักษาอย่างตรงจุด

ถ้าหากคุณแม่คนไหนกำลังท้อง 7 เดือน ควรดูแลตัวเองให้ดีทั้งเรื่องการกิน สุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิตใจ เพราะในช่วงนี้เป็นช่วงที่ทารกในครรภ์ 7 เดือนกำลังมีพัฒนาการ และเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด ที่สามารถส่งผลให้ร่างกายของคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งเรื่องน้ำหนัก รูปร่าง และอาการต่างๆ เช่น อาการปวดท้อง ปวดหลัง ท้องแข็ง หรืออาการอื่นๆ ที่ส่งผลให้คุณแม่รู้สึกไม่สบายตัว หรือเคลื่อนไหวได้ไม่สะดวก ดังนั้น คุณแม่จึงควรเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับคนท้อง และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ทั้งร่างกายของคุณแม่ และทารกมีความแข็งแรง รวมถึงต้องคอยสังเกตอาการต่างๆ ที่อาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อน เช่น การคลอดก่อนกำหนด เพื่อที่จะได้รีบเข้าพบแพทย์ เข้ารับการวินิจฉัย และเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

คำแนะนำจากกองบรรณาธิการ (Medical Disclaimer) เนื้อหาในบทความนี้ถูกเรียบเรียงขึ้นโดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม ร่างกายของคุณแม่แต่ละท่านมีความแตกต่างกัน ข้อมูลนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น และไม่สามารถทดแทนการตรวจวินิจฉัย การรักษา หรือคำแนะนำโดยตรงจากสูตินรีแพทย์ได้

References

  1. Pampers. 7 Months Pregnant: Symptoms and Fetal Development. Available from: https://www.pampers.com/en-us/pregnancy/pregnancy-calendar/7-months-pregnant
  2. Huggies. 7 Months Pregnant. Available from: https://www.huggies.co.in/en-in/pregnancy/pregnancy-month-by-month/7-months-pregnant
  3. Natalben. Changes in the Seventh Month of Pregnancy. Available from: https://www.natalben.com/en/pregnancy-months/7-months-pregnant
  4. Lamaze International. What Causes My Belly to Feel Hard and Tight? Available from: https://www.lamaze.org/Giving-Birth-with-Confidence/GBWC-Post/what-causes-my-belly-to-feel-hard-and-tight-6
  5. Healthline. What Causes Stomach Tightening During Pregnancy? Available from: https://www.healthline.com/health/pregnancy/stomach-tightening-during-pregnancy
  6. Tua Saúde. Why You May Feel a Hard Belly During Pregnancy (By Trimester). Available from: https://www.tuasaude.com/en/can-a-hard-abdomen-be-a-contraction-sign/
  7. WebMD. Foods to Eat During Your Third Trimester. Available from: https://www.webmd.com/baby/foods-to-eat-during-third-trimester
  8. โรงพยาบาลสมิติเวช. 10 ข้อห้ามที่คนท้องต้องรู้. Available from: https://www.samitivejhospitals.com/th/article/detail/10%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89
  9. Pobpad. ท้อง 7 เดือน กับการเตรียมตัวให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง. Available from: https://www.pobpad.com/%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87-7-%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1

You may also like

ParentSmart ใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้เราจดจำคุณได้ และนำเสนอเนื้อหาพัฒนาการลูกน้อยที่ตรงใจคุณแม่มากที่สุด หากคุณใช้งานเว็บไซต์ต่อ ถือว่าคุณยินยอมให้เราดูแลคุณผ่านคุกกี้ตาม [นโยบายความเป็นส่วนตัว] ของเรานะคะ Accept Read More