การรอคอยดู พัฒนาการทารกในครรภ์ ในแต่ละสัปดาห์ คือความสุขที่สุดของคนเป็นแม่จริงไหมคะ? ยิ่งสำหรับใครที่พยายามมานานกว่าจะสมหวังจากความตั้งใจที่ อยากมีลูก ยิ่งต้องทะนุถนอมครรภ์นี้ให้ดีที่สุด
แต่ในความมหัศจรรย์ของร่างกายแม่ ทราบไหมคะว่ามี “ภัยเงียบ” ที่ชื่อว่า ครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia) ซ่อนอยู่ ภาวะนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะถ้าปล่อยไว้จนรุนแรง อาจอันตรายถึงขั้นต้องยุติการตั้งครรภ์เพื่อรักษาชีวิตแม่และลูก!
ไม่ต้องกังวลจนเกินไปค่ะแม่ เพราะวันนี้ ParentSmart จะพาไปเจาะลึกแบบ “ฟันธง” ว่าสัญญาณแบบไหนคืออาการเริ่มแรก อะไรที่แม่ต้องรีบไปหาหมอทันที และวิธีป้องกันที่คุณแม่ทำได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ 9 เดือนนี้เป็นช่วงเวลาที่ปลอดภัยที่สุดค่ะ
“เนื้อหาในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นข้อมูลความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์โดยตรง หากคุณแม่พบสัญญาณผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันทีค่ะ”
Table of Contents
💡 Key Takeaways: สรุปสั้นๆ สำหรับคุณแม่
- ครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia) มักเกิดหลังสัปดาห์ที่ 20 อาการเด่นคือ ความดันสูง (>140/90) และบวม (โดยเฉพาะหน้าและมือ)
- สัญญาณอันตราย: ปวดหัวรุนแรง ตาพร่า จุกแน่นใต้ชายโครงขวา (อาการเหล่านี้ต้องไป รพ. ทันที ไม่ต้องรอพรุ่งนี้!)
- การรักษา: ทางเดียวที่หายขาดคือ “การคลอด” แต่คุณหมอจะพิจารณาประคับประคองตามอายุครรภ์

รู้จักกับ “ครรภ์เป็นพิษ” สัญญาณอันตรายในคุณแม่ตั้งครรภ์
ครรภ์เป็นพิษ คือ ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะเมื่อตั้งท้องเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 จะพบอาการครรภ์เป็นพิษได้บ่อยกว่าช่วงไตรมาสอื่นๆ เมื่อมีอาการครรภ์เป็นพิษคุณแม่จะมีความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างกระทันหันในช่วงตั้งครรภ์ อีกทั้งยังอาจมีปริมาณเกล็ดเลือดที่ต่ำ จนส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือดได้ด้วย ทำให้กระทบต่อการทำงานของตับและไตได้ นอกจากนี้ยังพบโปรตีนในปัสสาวะอีกด้วย ซึ่งบ่งบอกได้ว่าการทำงานของไตนั้นมีปัญหา หากไม่รีบแก้ไขอาการครรภ์เป็นพิษอาจพัฒนาไปเป็น ครรภ์เป็นพิษระดับรุนแรงและมีภาวะชัก (Eclampsia) ที่อันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
สาเหตุครรภ์เป็นพิษที่ควรรู้
อาการครรภ์เป็นพิษเป็นภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ที่แพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ส่วนใหญ่แล้วสาเหตุครรภ์เป็นพิษเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของรก ในกรณีที่หลอดเลือดตอบสนองต่อสัญญาณฮอร์โมนต่างกัน และรกมีขนาดแคบทำให้การไหลเวียนของเลือดจำกัด คุณแม่หลายๆ คนจึงเกิดปัญหาครรภ์เป็นพิษได้ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดครรภ์เป็นพิษได้อีกด้วย
- หลอดเลือดเกิดความเสียหาย ส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย
- ปัจจัยทางพันธุกรรม
- โรคภูมิคุ้มกันต้านตนเอง(Autoimmune diseases) ส่งผลให้ร่างกายไม่มีภูมิต้านทานในการปกป้องตัวเองจากเชื้อโรคต่างๆ แต่กลับทำลายเซลล์ในร่างกายของตัวเอง
- มีปัญหาเกี่ยวกับระบบไหลเวียนเลือดไปยังมดลูก

อาการครรภ์เป็นพิษที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์
สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอาการครรภ์เป็นพิษเริ่มแรกมักจะไม่แสดงอาการ หรือมีอาการใดๆ ให้เห็นได้ แต่อาการครรภ์เป็นพิษ และสัญญาณที่คุณแม่ควรระวัง และสังเกตมีดังนี้
- ระดับความดันโลหิตสูงในช่วงตั้งครรภ์
- มีปัญหาสายตาพร่ามัว มองไม่ชัด บางครั้งเห็นแสงวาบเหมือนแสงแฟรช
- มีอาการปวดหัวรุนแรงขณะตั้งครรภ์ เพราะความดันโลหิตที่สูงขึ้น
- รู้สึกร่างกายอ่อนเพลีย คล้ายอาการป่วย
- หายใจไม่อิ่ม รู้สึกหายใจไม่เต็มปอด ทำให้ต้องหายใจเป็นช่วงสั้นๆ หรือหายใจถี่ เนื่องจากอาจมีน้ำในปอดมาก
- รู้สึกจุกแน่นที่บริเวณใต้ชายโครงด้านขวา หรือบริเวณลิ้นปี่ เนื่องจากเกิดความผิดปกติที่ตับ โดยตับอาจเสื่อมสภาพหรือมีเลือดออก
- น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีปริมาณของเหลวส่วนเกินในร่างกาย หรือเกิดอาการบวมน้ำ
- มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
- ปัสสาวะน้อยลง
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คุณแม่มีโอกาสเกิดครรภ์เป็นพิษ
นอกจากปัญหาสุขภาพต่างๆ เหล่านี้แล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อีกมากมาย ที่เพิ่มโอกาสในการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษในช่วงตั้งครรภ์
- การตั้งครรภ์ลูกแฝด
- ตั้งครรภ์เมื่ออายุมาก หรือตั้งครรภ์เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป
- ตั้งครรภ์เป็นครั้งแรก
- เคยมีภาวะครรภ์เป็นพิษในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน
- คนในครอบครัวมีประวัติครรภ์เป็นพิษช่วงตั้งครรภ์
- คุณแม่ตั้งครรภ์มีโรคอ้วน
- มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับปัญหาโรคไต โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น
ความรุนแรงของอาการครรภ์เป็นพิษ
| ระดับความรุนแรง | ความดันตัวบน/ตัวล่าง | อาการเด่น | การจัดการ |
| ไม่รุนแรง | $140/90$ ขึ้นไป | บวมตามมือ-เท้า, ตรวจเจอโปรตีนในปัสสาวะ | เฝ้าระวังใกล้ชิด พักผ่อนมากๆ |
| รุนแรง | $160/110$ ขึ้นไป | ปวดหัวรุนแรง, ตาพร่า, จุกลิ้นปี่, เกล็ดเลือดต่ำ | แอดมิทด่วน! อาจต้องได้รับยาฉีดกันชัก |
| ขั้นวิกฤต (Eclampsia) | สูงมาก | ชักเกร็ง หมดสติ | ภาวะฉุกเฉิน! ต้องผ่าคลอดทันทีเพื่อรักษาชีวิตแม่และลูก |
แนวทางการรักษาเมื่อมีอาการครรภ์เป็นพิษ
แนวทางในการรักษาอาการครรภ์เป็นพิษนั้นสามารถทำได้ด้วยกันหลายวิธี ตั้งแต่การใช้ยาลดความดันโลหิต ใช้ยาบรรเทาอาการชัก ตลอดจนถึงการทำคลอด เพื่อไม่ให้อาการครรภ์เป็นพิษลุกลาม แต่แนวทางในการรักษานั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ และการวินิจฉัยของคุณหมอ เพื่อรักษาด้วยวิธีที่เหมาะกับอาการของผู้ป่วยมากที่สุด
ใช้ยาบรรเทาอาการ
อาการครรภ์เป็นพิษหลักๆ ที่เกิดขึ้นในคุณแม่ตั้งครรภ์คือ ระดับความดันโลหิตที่สูงขึ้น เมื่อคุณหมอพิจารณาแล้วว่าอายุครรภ์ยังน้อย ไม่สามารถทำคลอดได้ แพทย์จะใช้วิธีการรักษาแบบประคับประคอง ด้วยการใช้ยาบรรเทาอาการความดันโลหิตสูง รวมกับยาป้องกันอาการชัก ซึ่งเป็นอาการแทรกซ้อนที่พบได้เมื่อครรภ์เป็นพิษ เพื่อรอให้ลูกน้อยของคุณพัฒนาระบบต่างๆ จนกว่าจะถึงเวลาที่สามารถทำคลอดได้
ทำคลอด
การทำคลอดถือเป็นวิธีที่คุณหมอมักจะเลือกใช้ เมื่อคุณแม่เกิดปัญหาอาการครรภ์เป็นพิษ แต่อย่างไรก็ตามก่อนที่จะทำคลอดแพทย์จะทำการพิจารณาว่าอายุครรภ์อยู่ในระยะที่ทำคลอดได้หรือไม่ แต่หากคุณแม่มีอายุครรภ์ 37 สัปดาห์เป็นต้นไป ถือเป็นช่วงที่ร่างกายของทารกมีการพัฒนาอย่างสมบูรณ์ พร้อมคลอดแล้ว
การรักษาอาการครรภ์เป็นพิษหลังคลอด
โดยปกติแล้วหลังจากคลอดลูก 48 ชั่วโมง อาการครรภ์เป็นพิษจะค่อยๆ ดีขึ้น และหายไปเอง ส่วนระบบการทำงานของตับ และไตก็จะค่อยๆ ดีขึ้น แต่ในกรณีที่คุณแม่ยังมีปัญหาครรภ์เป็นพิษอยู่ ควรรับประทานยาตามที่หมอแนะนำอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อลดระดับความดันโลหิตลง ที่สำคัญควรหมั่นสังเกตอาการของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการปวดหัวรุนแรง ปวดท้องอย่างหนัก คลื่นไส้อาเจียน และสายตาพร่ามัวควรรีบเข้าปรึกษาคุณหมอในทันที

ภาวะแทรกซ้อนเมื่อครรภ์เป็นพิษ
ครรภ์เป็นพิษเป็นภาวะที่สามารถทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนต่างๆ ได้ โดยเฉพาะในคุณแม่ที่ปล่อยอาการครรภ์เป็นพิษไว้ไม่รักษา ยิ่งปล่อยไว้นานก็จะยิ่งทำให้อาการรุนแรง จนเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาได้ ดังนี้
ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก (HELLP Syndrome)
ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก เป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในคุณแม่ที่มีอาการครรภ์เป็นพิษได้ ซึ่งภาวะเม็ดเลือดแดงแตกถือเป็นภาวะที่อันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย โดยค่าเอนไซม์ที่ตับจะสูงขึ้น เกล็ดเลือดต่ำลง ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้ไม่เพียงพอ ส่งผลให้คุณแม่มีอาการเวียนหัว เหนื่อยล้า และรู้สึกอ่อนเพลียได้
เลือดไหลเวียนไปยังรกไม่ดี
เมื่อคุณแม่มีอาการเม็ดเลือดแดงแตก จนส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะต่างๆ รวมถึงบริเวณรกด้วย เมื่อเลือดไหลเวียนไปยังบริเวณรกได้ไม่เพียงพอ ทารกในครรภ์ก็จะได้รับออกซิเจนและสารอาหารที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้เจริญเติบโตได้ช้ากว่าเด็กที่อายุครรภ์เท่าๆ กัน หายใจได้ลำบาก และอาจคลอดก่อนกำหนดได้ด้วย
รกลอกตัวก่อนกำหนด
ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด (Placental abruption or abruptio placentae) เป็นภาวะที่รกลอกออกออกจากผนังมดลูกก่อนถึงเวลาที่ทารกจะคลอดออกมา ส่งผลให้ทารกไม่ได้รับสารอาหารและออกซิเจน ซึ่งจะใช้ในการเจริญเติบโต อีกทั้งยังทำให้คุณแม่เสียเลือดอีกด้วย
อาการชัก
เมื่อคุณแม่มีอาการครรภ์เป็นพิษอย่างรุนแรง จะเกิดอาการแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ปวดหัวอย่างรุนแรง รู้สึกสับสน บางครั้งอาจมีอาการตื่นตัวน้อยลง หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาอาการครรภ์เป็นพิษจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนสมองถูกทำลาย จนเกิดอาการชัก และเสียชีวิตทั้งแม่และลูกได้

อาการครรภ์เป็นพิษป้องกันได้ หากคุณแม่ปรับพฤติกรรม
ภาวะครรภ์เป็นพิษเป็นอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ ที่ไม่ว่าคุณแม่คนใดก็ไม่อยากให้เกิด เพราะหากอาการรุนแรงเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด และเสี่ยงต่อความปลอดภัยของทั้งคุณแม่ และทารกในครรภ์ แต่ครรภ์เป็นพิษเป็นภาวะที่สามารถป้องกันได้ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความดันโลหิตสูง
- ดื่มน้ำให้มากๆ ในช่วงตั้งครรภ์ โดยควรดื่มอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน
- หลีกเลี่ยงอาหารที่ผ่านการทอด หรืออาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก ผักกาดดอง ปลาเค็ม และกุนเชียง เพราะอาหารเหล่านี้มีปริมาณโซเดียมในปริมาณที่สูง ซึ่งเป็นผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้
- ลดปริมาณเกลือ และเครื่องปรุงต่างๆ เพื่อลดปริมาณโซเดียมในอาหารที่รับประทาน
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอาหารที่มีปริมาณคาเฟอีน
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตามที่แพทย์แนะนำ
สัญญาณใดที่บ่งบอกว่าควรพบคุณหมอ
สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เมื่อสำรวจตัวเองแล้วพบว่ามีอาการดังกล่าวข้างต้นที่ได้นำเสนอมไป ควรรีบพบคุณหมอในทันที ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาการอาจจะยิ่งแย่ลง จนส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีอาการปวดหัวรุนแรง มีอาการปวดท้อง สายตาพร่ามัว มองเห็นในระยะเดิมไม่ชัดเจน รวมถึงหายใจถี่ควรรีบเข้าพบคุณหมอในทันที เพราะเป้นสัญญาณของอาการตั้งครรภ์เป็นพิษที่รุนแรง
📝 Editor’s Summary: ฟันธงให้คุณแม่สบายใจ (หรือรีบไปหาหมอ)
1. สิ่งที่ควรโฟกัส:
- การตรวจครรภ์ตามนัด: ทุกครั้งที่ไป หมอจะวัดความดันและตรวจปัสสาวะ นี่คือวิธีดักจับครรภ์เป็นพิษที่ดีที่สุด
- การนับลูกดิ้น: หากลูกดิ้นน้อยลง ร่วมกับมีอาการบวม หรือความดันสูง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ารกอาจมีปัญหา
2. สิ่งที่ยังไม่ต้องกังวล:
- อาการบวมเท้าเล็กน้อยในช่วงเย็นหลังเดินเยอะๆ เป็นเรื่องปกติของคุณแม่ใกล้คลอด (แต่ถ้าตื่นมาตอนเช้าแล้วหน้าบวมฉึ่ง มือบวมจนกำไม่ได้ อันนี้ต้องระวังค่ะ)
3. สัญญาณที่ควรพบแพทย์ “ทันที” (🚩):
- ปวดศีรษะรุนแรงเหมือนหัวจะระเบิด (กินยาพาราฯ แล้วไม่หาย)
- มองเห็นแสงวาบ หรือตาพร่ามัวกะทันหัน
- จุกแน่นลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวา (อาการของตับอักเสบจากครรภ์เป็นพิษ)
- ลูกไม่ดิ้น หรือดิ้นน้อยลงมาก
❓ FAQ: คำถามที่พบบ่อยเรื่องครรภ์เป็นพิษ
1. ครรภ์เป็นพิษเกิดจากอะไร และป้องกันได้ 100% หรือไม่?
ฟันธง: ปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการฝังตัวของรกที่ผิดปกติ ทำให้หลอดเลือดที่ส่งไปเลี้ยงรกแคบลง ทำให้สารอาหารและออกซิเจนไปถึงลูกไม่เพียงพอ ภาวะนี้ “ป้องกันไม่ได้ 100%” แต่ “ลดความเสี่ยงได้” ด้วยการฝากครรภ์โดยเร็วและควบคุมน้ำหนักให้เป็นไปตามเกณฑ์ค่ะ
2. ถ้าตรวจเจอว่าความดันสูง แปลว่าเป็นครรภ์เป็นพิษเสมอไปไหม?
ฟันธง: ไม่เสมอไปค่ะ แต่อย่าชะล่าใจ! หากความดันสูงเกิน $140/90$ mmHg คุณหมอจะตรวจโปรตีนในปัสสาวะและเช็คอาการบวมร่วมด้วย บางกรณีอาจเป็นแค่ “ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์” (Gestational Hypertension) ซึ่งความรุนแรงน้อยกว่า แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของคุณหมออย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้พัฒนาไปเป็นครรภ์เป็นพิษค่ะ
3. ครรภ์เป็นพิษต้อง “ผ่าคลอด” เท่านั้นหรือเปล่า?
ฟันธง: ไม่จำเป็นต้องผ่าเสมอไปค่ะ หากอายุครรภ์เกิน 37 สัปดาห์และอาการไม่รุนแรง คุณหมออาจพิจารณาให้ “เร่งคลอด” เพื่อให้คลอดเองตามธรรมชาติได้ แต่ถ้ามีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น เลือดออกในตับ รกลอกตัวก่อนกำหนด หรือแม่เริ่มมีอาการชัก การผ่าคลอดฉุกเฉินจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับชีวิตแม่และลูกค่ะ
4. เคยเป็นครรภ์เป็นพิษท้องแรก ท้องสองจะเป็นอีกไหม?
ฟันธง: มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นค่ะ คุณแม่ที่มีประวัติเคยเป็นครรภ์เป็นพิษมาก่อน มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้มากกว่าคนทั่วไป ดังนั้นในท้องถัดไป ต้องแจ้งประวัตินี้กับคุณหมอทันทีที่ฝากครรภ์ เพื่อให้คุณหมอพิจารณาให้ยา (เช่น แอสไพรินขนาดต่ำ) เพื่อป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ค่ะ
ครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia) ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นภาวะที่แม่ท้องต้องรู้เท่าทัน สรุปสั้นๆ เพื่อความปลอดภัยของแม่และเจ้าตัวเล็ก ดังนี้ค่ะ:
- หัวใจสำคัญ: คือการตรวจเจอให้ไว สัญญาณที่ชัดที่สุดคือ ความดันโลหิตสูงขึ้น (>140/90) ร่วมกับอาการบวมน้ำ และอาจมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ
- อย่าชะล่าใจ: หากมีอาการปวดหัวรุนแรง ตาพร่ามัว หรือจุกแน่นลิ้นปี่ นี่คือสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที เพราะหากปล่อยไว้จนถึงขั้นชัก (Eclampsia) อาจอันตรายถึงชีวิตทั้งแม่และลูกได้ค่ะ
- ทางออกที่ดีที่สุด: การรักษาที่หายขาดคือ “การคลอด” ซึ่งคุณหมอจะพิจารณาจากอายุครรภ์เป็นหลัก หากอายุครรภ์ครบ 37 สัปดาห์ คุณหมอจะแนะนำให้คลอดทันที แต่หากอายุครรภ์ยังน้อย จะเป็นการรักษาเพื่อประคับประคองให้อายุครรภ์ไปต่อได้นานที่สุดเท่าที่จะปลอดภัยค่ะ
ฟันธงจากแม่: แม้ครรภ์เป็นพิษจะน่ากลัว แต่ถ้าแม่หมั่นสังเกตอาการตัวเองและไปตามนัดหมอทุกครั้ง ภาวะนี้ก็สามารถรับมือและผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ หลังจากคลอดแล้ว ร่างกายของแม่จะค่อยๆ ฟื้นฟูและกลับมาเป็นปกติได้เองในที่สุด
ข้อควรระวังและข้อจำกัดความรับผิดชอบ (Medical Disclaimer): ข้อมูลทั้งหมดในบทความนี้ถูกเรียบเรียงขึ้นโดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ (เช่น CDC, Mayo Clinic, AAP) เพื่อเป็นความรู้และแนวทางเบื้องต้นสำหรับคุณแม่เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ร่างกายและภาวะแทรกซ้อนของคุณแม่แต่ละท่านมีความแตกต่างกัน ข้อมูลนี้จึงไม่สามารถใช้ทดแทนการตรวจวินิจฉัย การรักษา หรือคำแนะนำจากแพทย์เจ้าของไข้ได้ ทางเว็บไซต์ ParentSmart.co ขอแนะนำให้คุณแม่เข้าพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอตามนัด และหากมีอาการฉุกเฉินหรือข้อสงสัยในอาการของตนเอง โปรดติดต่อบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็วที่สุด
Ref.
- Reviewed by a Cleveland Clinic medical professional on 10/14/2021 Online, เข้าถึงได้จาก Preeclampsia, สืบค้นเมื่อวันที่ 07/08/2566
- By Mayo Clinic Staff On Apr 15, 2022 Online, เข้าถึงได้จาก Preeclampsia, สืบค้นเมื่อวันที่ 07/08/2566
- By WebMD Editorial Contributors, Reviewed by Traci C. Johnson, MD on March 22, 2023 Online, เข้าถึงได้จาก Preeclampsia, สืบค้นเมื่อวันที่ 07/08/2566
- By Adam Felman On February 15 , 2023 Online, Medically reviewed by Mia Armstrong, MD, เข้าถึงได้จาก Everything you need to know about preeclampsia, สืบค้นเมื่อวันที่ 07/08/2566
- By Jaime Herndon, MS, MPH, MFA — Updated on October 28, 2021 Online, Medically reviewed by Mia Armstrong, MD, เข้าถึงได้จาก Preeclampsia: Causes, Diagnosis, and Treatments, สืบค้นเมื่อวันที่ 07/08/2566